เข้าสู่ระบบ  หรือ  สมัครสมาชิก   | Thai   
  •  English
user.company_name
  • หน้าแรก
  • โปรโมชั่น
  • บริการของเรา
  • งานพิธี
  • โปรโมชั่นประจำเดือน
  • จัดงานแต่งงาน
  • บทความ
  • แกลเลอรี่
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
งานพิธี

 แต่งงานแบบพิธีจีน

พิธีแต่งงานทางศาสนา แต่งงานแบบพิธีจีน

            หันหน้าไปทางไหนก็มีอาหมวยอาตี๋ให้เห็นอยู่ทั่วไป คำว่า จีนพี่ ไทยน้องไม่ผิดจากปากผู้ใหญ่นัก แต่ถึงแม้จะใกล้ชิดสนิทเชื้อกันแค่ไหนเมื่อว่ากันเรื่องพิธีแต่งงานตามประเพณีจีนที่ถูกต้องก็เล่นเอามึนตึบไปหลายนาทีเหมือนกัน พวกเราจึงเชิญคุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ ผู้ซึ่งนิยมเรียกตัวเองว่า "นักสะสมความรู้เรื่องจีน"มาให้คำแนะนำ

            ธรรมเนียมแปลว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทำ สำหรับธรรมเนียมการแต่งงานแบบจีนนั้น เป็นตัวอย่างธรรมเนียม ที่มีการปรับไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัยและความนิยม แล้วแต่สถานการณ์ของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย  มาถึงยุคนี้ถามว่าคนแซ่เดียวกันแต่งงานกันเองได้ไหม....ตราบใดที่ไม่ใช่พี่น้องไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องก็แต่งงานหยวนๆกันได้ ไม่เป็นไร เพราะแต่ละสกุลเริ่มใหญ่ขึ้นหรือบางสกุลใหญ่มาก ไล่นับญาติกันแทบไม่ถูก  ธรรมเนียมถูกปรับอยู่ตลอดเวลาจากประสบการณ์การเป็นพิธีกรในงานแต่งงานแบบจีนมาไม่น้อย บอกได้เลยว่าใน 10 ครั้ง ต้องมี 9 ครั้ง ที่แตกต่างเพราะธรรมเนียมต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยตามยุคสมัย ถ้ายังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ก็คงไม่มีใครตำหนิ อย่างเช่นเรื่องการเตรียมขนมหวานบอกว่าบางบ้านต้องมี 5 สี 5 อย่าง บางบ้านต้องมี 4 สี 4 อย่าง ส่วนถ้าถามว่าบ้านไหนถูกคุณจิตราบอกว่า ขอให้มีขนมก็แล้วกัน

             สมัยก่อนหมั้นก่อนเป็นเดือนแล้วค่อยแต่ง เดี๋ยวนี้หมั้นเช้าแต่งเย็นแถมมีแบบไม่หมั้นแต่แต่งเลยก็มี บางยุคฝ่ายพ่อแม่เจ้าสาวเตรียมข้าวของของหมั้นให้เยอะมากจนถึงโลงศพก็มีเพื่อไม่ให้ฝ่ายชายมาดูถูกลูกสาวเขาได้ว่าพ่อแม่ไม่ดูแลรับผิดชอบแต่ปัจจุบันไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น

             เรื่องไหนห้ามผิด เรื่องไหนห้ามขาดคุณจิตราบอกว่าทุกวันนี้การจัดงานแต่งงานไม่ว่าแบบจีน แบบไทย แบบคริสต์ ล้วนมีออร์แกนไนเซอร์เข้ามาเป็นคนกลางจัดให้เสร็จสรรพ บางครั้งคนเหล่านี้ไม่รู้จักธรรมเนียมที่แท้จริงหยิบธรรมเนียมจีนมาผสมกับของไทยให้มั่ว  เคยไปบางงานติดตัวหนังสือซังฮี้กลับหัวกลับหางก็ไม่มีใครรู้แต่เรื่องแบบนี้ไม่รู้ก็แล้วไป แต่ถ้ามีคนรู้แล้วทักต้องจัดให้ถูกต้องเพราะวันมงคลไม่มีใครต่อว่ากัน ตามคำจีนที่เขาบอกไว้ว่า ก่วยๆ หยวนๆ แปลว่า ง่ายๆ ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นในวันแต่งงานไม่มีคำว่า "ผิดไม่ได้" มีแต่สิ่งที่ห้ามขาด อย่างเช่น ต้องมีสีแดง สีทอง เยอะ ๆ และทุกอย่างต้องเป็นเลขคู่ ห้ามขาดเลข 4

            สำหรับสินสอดทองหมั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมีก็ดี ไม่มีก็ไม่ผิด เพราะตราบใดที่ช่วยกันทำมาหากินก็รวยได้ บางคนสินสอดเยอะแยะแต่จัดการเรื่องเงินทองไม่ลงตัว เลิกกันก็เยอะแยะ หัวใจหลักของการแต่งงานแบบจีนสิ่งสำคัญของการแต่งงานไม่ใช่เรื่องของการเตรียมสิ่งของให้พร้อมแต่อยู่ที่การให้เกียรติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมากกว่า ควรถามญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายว่าอย่ากเห็นอะไรในธรรมเนียมจีน สิ่งไหนที่อยากให้ทำเพื่อความสบายใจบ้าง ถ้าฝ่ายหญิงมีอาม่ามักมีธรรมเนียมค่าน้ำนมข้าวป้อน หรืออังเปาค่าน้ำนม เพราะเคยช่วยเลี้ยงหลานคนนี้มาหรือถ้าอาม่าอยากให้มี "โหงวเจ่งจี๊" หรือท่านอยากเห็นเอี๊ยมแดงก็จัดให้ท่าน จะได้เลี่ยงการตอบคำถามว่าทำไมถึงไม่มี  สิ่งที่อาม่าเคยเห็นและฝังใจว่าดี ถ้าอีกฝ่ายไม่ทำตามนั้น อาม่า อาจเกิดความรู้สึกอคติกับอีกฝ่ายก็ได้ เพราะการที่คนสองคนแต่งงานกันไม่ได้แต่งแค่สองคนแต่เป็นการรวมสองครอบครัวเข้าด้วยกัน ยิ่งวิถึชีวิตของคนจีน ยิ่งสอนให้ผูกพันและกตัญญูกับผู้ใหญ๋ อะไรที่ทำแล้วท่านไม่ยอมก็เลี่ยงไปดีกว่า ส่วนอะไรที่ทำแล้วได้คะแนน ทำแล้วได้ดีเข้าตัว เกิดความสบายใจกับทุกฝ่าย ก็ควรทำ

 

รู้แนะนำ

            ของแต่งงานแบบจีน มีแหล่งให้เลือกซื้อตั้งแต่บริเวณวัดเล่งเน่ยยี่เรื่อยไปจนถึงเยาวราช แต่เวลาไปบอกเคล็ดลับให้ว่า บอกก่อนเลยว่ามีงบเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นจะโดนเพ็จเก็จฟูลออฟชั่น ได้ของเกินความจำเป็น ส่วนผักมงคลต้องซื้อที่ตลาดน้อยสัมพันธ์วงศ์ รับรองมีครบ ผู้ดำเนินการในงานไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รู้จริงแต่ถ้าอยากได้ผู้รู้ หรืออยากจ้างคุณจิตราไปดำเนินการให้เธอกระซิบบอกค่าตัวว่ารับค่าจ้างเป็นเลข 4 หลัก เพราะเป็นเลขมงคลของการทำงานแบบจีน ส่วนในเลข 4 หลักจะระบุเป็นเลขอะไรบ้างนั้น ต้องคุยกันได้รับคำชี้แนะจากผู้อาวุโสผู้สะสมความรู้เรื่องจีนกันแล้ว ในฐานะศิษฐ์เอกอย่างพวกเรา ขอถ่ายทอดตำราว่าด้วยการแต่งงานแบบจีนฉบับคร่าวๆให้ได้ทราบกันเริ่มจาก

 

ดูฤกษ์ยามดี

ไม่ว่าจีนหรือไทยเมื่อจะเริ่มต้นเรื่องมงคลทั้งทีฤกษ์ยามมงคลเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เพราะลำดับขั้นตอนของคนจีน เริ่มจากการสู่ขอเหมือนของคนไทยให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเอาดวงของทั้งคู่รวมถึงดวงของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายให้ ชินแสทำการ "ซึ้งเมี๊ย" (ผูกดวง) เมื่อได้ฤกษ์ยามงามดีมาแล้ว ฝ่ายชายจะทำการ "ชงใจ" คือส่งข่างรายละเอียดให้ฝ่ายหญิงทราบ ว่าต้องตัดผม ตัดชุดแต่งงานวันไหนเวลา อะไรเพราะดวงที่ชินแสให้มานั้นจะระบุละเอียดตั้งแต่ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์แต่งหน้า ทำผม ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์เข้าหอ และบางครั้งจะมีฤกษ์คลอดลูกมาให้เสร็จสรรพ

 

เจ้าสาว-เตรียมของออกเรือน

            เพื่อไม่ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวว่าได้ว่าเจ้าสาวมาแต่ตัวต้องมีของติดมือไปบ้างตามฐานะ ที่ขาดไม่ได้คือเอี๊ยมแต่งงานทำจากผ้าแพรสีแดง ตรงกลางเป็นกระเป๋าปักตัวหนังสือ"แช๊ะนี้ให้เล่า" แปลว่าอยู่กินกันเป็น 100 ปี ในกระเป๋า "โหงวเจ๋งจี๋" เมล็ดพืช 5 อย่างห่อกระดาษสีแดงเสียบปิ่นทอง มีต้นชุงเฉ้า (หน้าตาเหมือนต้นกุยฉ่าย) 2 ต้นเสียบให้ปลายโผล่ขึ้นมา  หากเจ้าสาวมีฐานะดีจะผูกเอี๊ยมด้วยสร้อยคอทองคำ (คุณจิตราแนะนำว่าเศรษฐกิจอย่างปัจจุบันนี้ ใช้ทองปลอมก็ได้ ไม่มีใครว่า)หนัก 4 บาท เพราะเลข 4 เป็นเลขดีออกเสียงพ้องกับคำว่า "สี่" แปลว่าดี ส่วนความหมายของของที่อยู่ในเอี๊ยมเป็นเคล็ดให้มีลูกมีหลานสืบสกุล มีความเจริญก้าวหน้านอกจากนี้ต้องมีของใช้ส่วนตัวของเจ้าสาวติดตัวไปด้วย อาทิ กะละมัง ถังน้ำกระป๋องน้ำ สีแดงอย่างละ 2 ใบ กระโถน 1 ใบ กระจก กรรไกร ด้าย เข็ม ตะเกียบ ชุดน้ำชา เครื่องนอน (หมอนหนุน หมอนข้าง ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม) หวี 4 เล่ม "ซี้ซี้อู่หอซิว" แปลว่าทุกๆเวลาจะมีทรัพย์ และที่สำคัญต้องมีพัดแดงไว้ถือตอนส่งตัว

 

เจ้าบ่าว-เตรียมเครื่องขันหมาก

            ฝ่ายชายจะจัดสินสอดและทองหมั้นให้ตามที่ฝ่ายหญิงเรียก แต่ส่วนใหญ่การเตรียมทองหมั้นจะเตรียมปั้นทอง 4 อย่าง ที่เรียกว่า"สี่เอี่ยกิม" ซึ่งประกอบด้วย กำไลทอง ต่างหูทอง สร้อยทอง และเข็มขัดทองเครื่องขันหมากอื่นๆ นิยมมีส้มเช้งผลเขียว กล้วยทั้งเครือถ้าได้กล้วยที่กำลังออกลูก นับแล้วได้เลขคู่ยิ่งดี อ้อย 1 คู่ ยกมาทั้งต้นทั้งหมดติดอักษร "ซังฮี้" สีแดง แปลว่า ความยินดีของคู่บ่าวสาว เครื่องของคาว นิยมจัดเป็นชุดหมูสด ประกอบด้วย หัวหมูพร้อมหางและเท้าทั้ง 4 ที่ตัดเล็บเรียบร้อยแล้ว ขาหมู และเนื้อหมูส่วนท้องทังหมดติดอักษร "ซังฮี" ขนมหมั้นขนมแต่งงาน เป็นเรื่องที่ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้กำหนดจะมี 4 ชนิด หรือ 5 ชนิด ก็ได้ จะประกอบไปด้วย ขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะโรยงา ขนมถั่วตัด ขนมข้างพองทุบ และโก๋อ่อน

 

ยกขบวนขันหมาก

            ถึงวันงานเจ้าบ่าวในชุดเสื้อคอจีนสีแดงหรือสีทองยกขบวนมาบ้านเจ้าสาวเพื่อมอบสินสอดและเครื่องขันหมากที่เตรียมมาฝ่ายหญิงจะเก็บขนมแต่งงานไว้ครึ่งหนึ่งแล้วมอบให้ญาติ เพื่อบอกเป็นนัยๆว่า "ฉันจะแต่งงานแล้วนะ" ส่วนอีกครึ่งส่งคืนให้เจ้าบ่าว พร้อมส้มเช้วติดอักษร"ซังฮี้"และต้องให้เอี๊ยมแดงเสียบปิ่นทองไปด้วย (เจ้าบ่าวจะคืนให้ในวันส่งตัวเพื่อให้เจ้าสาวปิ่นผมก่อนออกจากบ้าน)จากนั้นรอฤกษ์เพื่อสวมแหวนหมั้น และเมื่อผู้ใหญ่ให้พรเสร็จจึงค่อยเลี้ยงอาหารแขกเป็นอันเสร็จพิธี

 

พิธีรับตัวเจ้าสาว

            วันนี้เจ้าสาวต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สวยที่สุดด้วยกี่เพ้าสีแดง หรือสีทอง แม่เจ้าสาวจะประดับปิ่นทองและใบทับทิมให้ เพราะเชื่อว่าใบทับทิมจะช่วยให้คนรักและเอ็นดู และหมายถึงสาวบริสุทธิ์ได้ด้วย จากนั้นถึงเวลาไหว้ฟ้าดิน เจ้าที่ และบรรพบุรุษ เสร็จแล้วเป็นการร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวเป็นมื้อสุดท้าย ซึ่งพ่อเจ้าสาวจะเป็นคนคีบอาหารมงคล 10 อย่างให้ลูกสาว พร้อมกล่าวความหมายของอาหารทั้ง 10 ให้ทราบ เมื่อฝ่ายชายมาถึง ต้องผ่าด่านการกั้นประตูเงินประตูทองที่ฝ่ายหญิงกั้นไว้เพื่อเรียกอั่งเปา ก่อนจะเข้าไปมอบช่อดอกไม้ให้เจ้าสาวที่นั่งคอยอยู่ ก่อนออกจากบ้านบ่าว-สาวต้องรับประทานขนมอี๊ (บัวลอยสีชมพู) ด้วยกัน บางบ้านอาจให้ทานอาหารมงคล 10 อย่างอีกครั้ง เสร็จแล้วจึงลาพ่อแม่ไปขึ้นรถแต่งงาน (เป็นรถที่มีเลข 4 ในทะเบียน ไม่ก็ต้องเป็นรถที่มีอะไรเกี่ยวกับเลข 4 อาจเป็น 4 ล้านก็ได้...น่าอิจฉา) พ่อเจ้าสาวจะเป็นคนจูงเจ้าสาวไปที่รถ และกล่าวอวยพรพร้อมพรมน้ำด้วยกิ่งทับทิม โดยให้ญาติผู้ชายของฝ่ายหญิง ซึ่งจะเป็นพี่ชายน้องชายหรือญาติก็ได้ เดินถือตะเกียงนำหน้า เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกชายสืบสกุล คนถือตะเกียงอาจนั่งรถนำหน้ารถของบ่าว-สาว หรือนั่งข้างหน้าในรถคันเดียวกันก็ได้ 

 

พิธียกน้ำชาคาราวะผู้ใหญ่ 

            พิธีการนี้ คุณจั๊ว-เอกวัฒน์ อมรพงศ์พิสุทธิ์ ลำดับขั้นตอนให้ฟังว่า เมื่อเจ้าสาวถึงบ้านเจ้าบ่าว ต้องนำตะเกียงไปตั้งไว้ในห้องนอนและจุดไฟให้สว่างไว้ตลอดคืน จากนั้นบ่าว-สาวต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่และบรรพบุรุษแบบเดียวกับที่ทำที่บ้านเจ้าสาว เมื่อเสร็จแล้วต้องมายกน้ำชาให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายพร้อมกัน วิธีการยกน้ำชา เริ่มจากการจัดที่นั่งให้ผู้ใหญ่โดยให้คุณพ่อเจ้าบ่าวนั่งด้านซ้ายของคุณแม่ จากนั้นบ่าว-สาว คลานเข่ายกถาดชาที่มีถ้วยชา 2 ใบรินน้ำชาเตรียมไว้แล้วยกให้คุณพ่อคุณแม่ ท่านจะหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มกัน โดยจะจิบแค่นิดหน่อย ห้ามจิบหมดถ้วย เพราะถือว่าน้ำชาที่เหลือมอบเป็นทุนกลับไปให้บ่าว-สาว (แต่บ่าว-สาวไม่ต้องนำมาดื่ม ส่วนใหญ่นิยมเทกลับไปในกา) จากนั้นจึงยกย้ำชาให้ญาติผู้ใหญ่ท่านอื่นตามลำดับความอาวุโส แต่ทุกครั้งที่ยกน้ำชา ต้องรินชาใส่ถ้วย 2 ใบทุกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่ที่คู่ชีวิตเสียไปแล้ว แต่แทนที่ผู้ใหญ่จะดื่มเองทั้ง 2 ถ้วย ก็ดื่มแค่ถ้วยเดียว ส่วนผู้ใหญ่ที่คู่ชีวิตยังมีชีวิตอยู่แต่มาไม่ได้ ก็ให้ดื่มทั้ง 2 ถ้วย เมื่อผู้ใหญ่ดื่มแล้วจะให้ศีลให้พร และมอบเงินทองให้คู่บ่าว-สาวโดยใส่ไว้ในถาด จากนั้นบ่าว-สาวรับประทานขนมอี๊ร่วมกันเป็นเสร็จพิธี ลักษณะของกาและถ้วยชาที่เหมาะในพิธียกน้ำชา ต้องเป็นถ้วยชาแบบจีน ไม่ควรใช้ถ้วยชาที่มีหู เพราะเป็นถ้วยชาแบบฝรั่ง และควรมีถาดในการยกน้ำชาด้วยทุกครั้ง ส่วนชาที่ใช้ในพิธีจะเป็นชาจีนหรือชาฝรั่งก็ไม่ผิดธรรมเนียมอย่างใด 

 

เจ้าสาวกลับไปเยี่ยมบ้าน 

            หลังแต่งงาน 3 วันญาติผู้ชายของเจ้าสาวจะมารับเธอและสามีของเธอกลับไปเยี่ยมบ้าน เรียกธรรมเนียมนี้ว่า “ตึ่งฉู่” เจ้าสาวต้องเตรียมถาดผลไม้ติดมือกลับไปเยี่ยมบ้านด้วย เมื่อถึงบ้านต้องทำพิธียกน้ำชาให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงเป็นการคาราวะ และหลังจากนั้นจะเป็นการเลี้ยงฉลองเพื่อต้อนรับลูกเขย

 

 

แต่งงานแบบพิธีคริสต์

           ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับพิธีแต่งงานแบบคริสต์เริ่มต้นด้วย การเลือกสถานที่ในการจัดงาน ซึ่งก็คือ”โบสถ์” 

           การประกอบพิธีกรรม และที่ีสำคัญรองลงมาคือ “ผู้ประกอบพิธี” ซึ่งจะเชิญบาทหลวงสำหรับผู้นับถือคาทอลิก แต่ถ้านับถือแบบคริสเตียนให้เชิญ ศิษยาภิบาลแทน นอกจากนี้อาจจะมีการทาบทามญาติพี่น้องหรือคนรู้จักที่เป็นเด็ก มาช่วยในงานพิธีด้วย โดยเด็กน่ารักเหล่านี้เองที่รับหน้าที่เป็นผู้โปรยดอกไม้ และเป็นผู้ถือแหวนเพื่อนำขบวนเจ้าสาว เข้าสู่โบสถ์ 

 

พิธีจุดเทียน

           ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของอายุว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ที่ถือปฏิบัติต่อ ๆ กันมานั้นนิยมให้เป็นเด็กผู้หญิง 1 คน และเด็กผู้ชาย 1 คน หรืออาจจะเป็นเด็กผู้หญิงทั้งคู่ โดยบริเวณด้านหน้าของโบสถ์ที่จะใช้ในการประกอบพิธีจะมี เชิงเทียน 2 แท่น ตั้งอยู่ทางซ้ายและขวา เมื่อเริ่มเข้าสู่พิธีคนจุดเทียนที่ได้รับเลือกจะเดินถือเทียนเปล่าไปต่อไฟ จากแท่นเทียนที่ อยู่ด้านหน้าโบสถ์ หลังจากนั้นก็จะนำเทียนที่อยู่ในมือไปจุดต่อยังเชิงเทียนด้านซ้ายและขวานั้น ครั้นพอจุดเทียน เรียบร้อยแล้ว เด็กทั้งสองจะเดินออกมา

 

พิธีบรรเลงเพลง

            เมื่อเด็กน้อยทั้งสองเดินออกมาหลังจากจุดเทียนเสร็จเรียบร้อย วงดนตรีที่อยู่ในโบสถ์ก็จะบรรเลงเพลงต้อนรับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเปียโนที่ถูกจ้างเพื่อให้มาเล่นเล่นสำหรับพิธีนี้โดยเฉพาะ

  

พิธีแต่งงาน (พาเจ้าสาวเข้าสู่โบสถ์ ) 

             ขบวนเจ้าสาวประกอบไปด้วย   เด็กน้อยผู้ถือแหวนหมั้นเด็กโปรยดอกไม้ เพื่อนเจ้าสาว รวมทั้งบิดาผู้เป็นคนพาเจ้าสาวเดิน คล้องแขนเข้ามาภายในโบสถ์ การที่เจ้าสาวเดินควงแขนมาพร้อมกับคุณพ่อของเธอไปตามทางเดิน สู่พิธีนั้นถือเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ ให้กับเจ้าบ่าวเป็นผู้รับหน้าที่แทนในการปกป้องทะนุถนอมดูแลต่อเจ้าสาว รวมทั้งตัวเจ้าสาวเองก็มีหน้าที่ปรนนิบัติ และให้ความ เคารพนับถือสามีด้วยเช่นกัน จังหวะนี้เองแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีภายในงานต้องลุกขึ้นยืน เพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าสาว

 

พิธีอ่านคัมภีร์คู่ชีวิต

           เมื่อบิดาของเจ้าสาวพาเจ้าสาวมาถึงบริเวณที่ประกอบพิธี บาทหลวงหรือศิษยาภิบาลผู้ประกอบพิธีนั้นจะอ่านข้อพระคัมภีร์ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ เพื่อให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรับทราบถึง ภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกันเมื่อก้าวเท้าสู่การใช้ชีวิตคู่ต่อไป

  

พิธีกล่าวคำปฏิญาณ

        ขั้นตอนนี้ถือได้ว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ในสมัยก่อนนั้นผู้เป็นบ่าวสาวจะกล่าว คำปฏิญาณ ตามบาทหลวงหรือผู้ประกอบพิธีกรรม แต่ในสมัยนี้คู่บ่าวสาวมักจะมีคำปฏิญาณเป็นของตนเอง ส่วนจะร่างมาก่อน หรือจะมาพูดกันสด ๆ ในพิธีก็ตามแต่จะสะดวก บ่าวสาวบางคู่ก็แอบจดใส่กระดาษโน้ตเล็ก ๆ มาอ่านกันในงานด้วย เพราะกลัวว่าอาการตื่นเต้นจะทำให้หลงลืมได้ ทั้งนี้ผู้ประกอบพิธีเพียงแต่กล่าวนำให้เท่านั้น 

 

พิธีแลกแหวนแต่งงานและลงนาม

        หลังจากที่ให้คำมั่นสัญญากันแล้วก็มาถึงพิธีแลกแหวนแต่งงาน ทั้งคู่จะสวมแหวนแต่งงานให้แก่กัน และเป็นที่รู้กันดีว่าแหวนของชาวคริสต์นั้นต้องเป็นแหวนที่กลมเกลี้ยงปราศจากรอยต่อใด ๆ เพื่อสื่อถึงความรัก ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งในสมัยก่อนนั้นนิยมใช้แหวนทองด้วยเพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด แต่สำหรับในยุคนี้ จะนิยมแหวนที่ทำขึ้นด้วยทองคำขาวหรือเงินแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล จากนั้นจึงลงนามในหนังสือสำคัญ ที่โบสถ์จะเป็นผู้ออกให้ แต่เป็นคนละใบกับทะเบียนสมรส 

 

พิธีจุดเทียนครอบครัว

        เริ่มจากเจ้าสาวจุดเทียนซ้ายและเจ้าบ่าวจุดเทียนขวา ทั้งคู่ต้องมาจุดเทียนตรงกลางพร้อมกัน เพื่อแสดงถึงการรวมเป็นครอบครัวเดียวกัน หลังจากนั้นบาทหลวงหรือผู้ประกอบพิธีกรรม จะอธิษฐานขอพร สำหรับครอบครัวใหม่ และประกาศการแต่งงานระหว่างคู่บ่าวสาวอย่างเป็นทางการ

  

แต่งงานแบบพิธีไทย

 

            ขันหมาก เป็นขบวนสินสอดทองหมั้น และอาหารคาวหวาน ที่ฝ่ายชายนำมาให้ฝ่ายหญิง ในสมัยก่อนพิธีหมั้น และพิธีแต่งงาน จะกระทำกันคนละวัน จึงต้องจัดขบวนขันหมาก 2 ครั้ง คือขันหมากหมั้นและขันหมากแต่ง แต่ในปัจจุบันนิยมจัดพิธีหมั้นและพิธีแต่งในวันเดียวกันจึงจัดขันหมากเพียงครั้งเดียว ซึ่งขบวนขันหมากจะเคลื่อนขบวนตามฤกษ์ที่เป็นมงคลและมักจะมีขวบกลองยาวนำหน้า ร้องร่ำกันอย่างสนุกสนานไปตลอดทางจนถึงเรือนของฝ่ายหญิง ซึ่งฝ่ายหญิงจะแสดงมิตรไมตรี ด้วยการถือพานหมากพลู หรือพานเชิญขันหมากออกมาต้อนรับ 

 

ขันหมากแบ่งออกเป็น

           1.ขันหมากเอก ประกอบด้วย

                -ขันหมากพลู สำหรับใส่หมากพลู และพืชมงคล เช่น ถั่ว งา ข้าวเปลือก ใบเงิน ใบทอง ฯลฯ

                -ขันสินสอด สำหรับใส่เงินทองของหมั้นและพานธูปเทียนแพ

           2.ขันหมากโท หรือบริวารขันหมาก ประกอบด้วย

                -อาหารคาวหวาน ซึ่งนิยมจัดเป็นคู่ เช่น พานไก่ต้ม หมูนอนตอง กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน ห่อหมก ขนมจีน ขนมไทยต่างๆ เช่น ขนมกง ขนมทองเอก ขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมจ่ามงกุฏ ขนมชั้น ขนมถ้วยฟู ที่มีชื่อเป็นมงคล และมีต้นกล้วย ต้นอ้อย ที่ขุดมาทั้งราก เพื่อให้คู่บ่าวสาวนำไปปลูก ณ เรือนหอให้เจริญงอกงามผลิดอกออกผล เหมือนกับชีวิตสมรส

  

พิธ๊กั้นประตู

           การกั้นประตู เริ่มกั้นเมื่อขบวนขันหมากของฝ่ายชายมาถึงเรือนของฝ่ายหญิง ญาติของฝ่ายหญิงจะออกมากั้นประตู โดยจะยืนเป็นคู่ถือผ้าแพร หรือ สร้อยเงิน/สร้อยทอง คนละฝั่ง ทำเป็นประตู ซึ่งนิยมกั้น 3 ประตู คือ

                      1.ประตูชัย

                      2.ประตูเงิน

                      3.ประตูทอง

           การกั้นประตูบางครั้งอาจจะมีมากกว่า 3 ประตู ก็คงไม่ผิดธรรมเนียม ฝ่ายชายจะ ผ่านประตูไปได้จะต้องบอกชื่อประตูให้ถูกต้อง และให้ซองเงินกับผู้เฝ้าประตูนั้น ๆ ซึ่งธรรมเนียมการบอกชื่อประตูเป็นอาญัติสัญญาณบอกให้รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ว่าในปัจจุบัน การกั้นประตูเห็นจะมุ่งไปเน้นที่การต่อรองขอค่าผ่านประตู ซึ่งถือเป็นการหยอกล้อเพื่อความสนุกสนานมากกว่า

  

พิธีสวมแหวนหมั้น

           พิธีสวมแหวนหมั้น จะกระทำต่อหน้าสักขีพยาน อันได้แก่ บิดา มารดา และญาติสนิท มิตรสหายของ ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายช่าย เมื่อถึงฤกษ์มงคลฝ่ายชายก็จะทำการสวมแหวนหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง จากนั้นฝ่ายหญิงจึงสวมแหวนแลกให้กับฝ่ายชาย

           การหมั้นหมาย เป็นการประกาศให้ทราบว่าหญิงและชายคู่นี้จะแต่งงานร่วมชีวิตกันในอนาคต ในสมัยก่อนบิดามารดาจะเป็น ผู้หาคู่ครองให้กับบุตรของตน ดังนั้นจึงมีการหมั้นหมายกันไว้ก่อน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักนิสัยใจคอ ซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความคุ้นเคยและให้แน่ใจก่อนที่จะจัดพิธีแต่งงาน โดยมีแหวนหมั้นเป็นตัวแทนของการหมั้นหมาย แต่ที่แท้จริงแล้ว ของหมั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแหวนเสมอไป อาจใช้สร้อยคอ กำไล ทองแท่ง เป็นของหมั้น แต่ที่นิยมที่สุดคือ แหวน เพราะเป็นของมีค่าที่ทั้งสองฝ่ายสามารถใส่ติดตัวได้ตลอดเวลา

  

พิธีนับสินสอด

           ตามธรรมเนียมไทย ฝ่ายชายจะเป็นผู้นำสินสอดทองหมั้นตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้ ในวันสู่ขอ แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการประยุกต์มาเป็นเงินสินสอดและแหวนหมั้น เพื่อเป็นการหมั้นหมายฝ่ายหญิง  ในพิธีนับสินสอด จะกระทำต่อหน้าสักขีพยาน พ่อ แม่ ญาติ พี่น้องของทั้งสองฝ่าย โดยมีเฒ่าแก่เป็น ผู้กำกับดูแลขั้นตอนต่างๆ การนับเงินสินสอด จะวางเงินสินสอดลงบนผ้าแดง ฝ่ายหญิงจะทำการตรวจนับ ตามธรรมเนียม ฝ่ายชายจะใส่สินสอดให้เกินกว่าที่ตกลงกันไว้ เพราะถือเป็นเคร็ดว่าเงินงอก เงินทองจะได้เพิ่มพูน ส่วนที่เป็นของหมั้นฝ่ายชายจะสวมให้ฝ่ายหญิงต่อหน้าสักขีพยาน แล้วเฒ่าแก่ พร้อามทั้งพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย และฝ่ายหญิงจะช่วยกันโรยถั่วเขียว งาดำ ข้าวตอก ดอกไม้ แป้งหอม ฯลฯ คลุกเคล้าสินสอดก่อนที่จะช่วยกันพับ ผ้าแดงให้เป็นถุง หลังจากนั้นแม่ของฝ่ายหญิง จะยกถุงสินสอดขึ้นมาแนบอกแล้วยกขึ้นพาดบ่า เพื่อถือเป็นเคล็ดว่ามีเงินทองมากมายจนต้องแบกใส่หลัง หลังจากนั้นจึงนำไปเก็บรักษา (เฒ่าแก่ หมายถึง ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือซึ่งฝ่ายชายเชื้อเชิญให้มาเป็นธุระในการสู่ขอหมั้นหมายและแต่งงาน)

  

พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์

           พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์คือ ขั้นตอนที่สำคัญของพิธีแต่งงาน เพราะเมื่อหลั่งน้ำพระพุทธมนต์แล้ว จะถือว่าชายและหญิงคู่นั้นเป็นสามีภรรยากัน อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ในปัจจุบันนี้ จะต้องมีการจดทะเบียนสมรสกันด้วยจึงจะถือว่าถูกต้องตามธรรมเนียมและกฏหมาย การหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ หรือ การรดน้ำสังข์ จะเริ่มจากเฒ่าแก่หรือประธานในพิธี นำคู่บ่าวสาวไหว้พระพุทธ แล้วจูงคู่บ่าวสาวขึ้นนั่งบนตั่งรดน้ำ ผู้หญิงนั่งซ้าย ผู้ชายนั่งขวา จากนั้นประธานในพิธีสวมมงคลแฝดให้แก่คู่บ่าวสาวทำการเจิมหน้าผาก แล้วจึงรดน้ำ พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาว จากนั้นบิดามารดาของคู่บ่าวสาว จึงรดน้ำสังข์พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรให้คู่บ่าวสาวตามลำดับอาวุโส

  

พิธีรับไหว้ 

           พิธีรับไหว้ คู่บ่าวสาว จะยกพานธูปเทียน และผ้าไหว้ คลานเข้าไปกราบบิดามารดา ถือเป็นการฝากเนื้อฝากตัวแสดงความเคารพ ซึ่งผู้ใหญ่จะรับผ้าไหว้ และรับไหว้ด้วยซองแถมพก พก, เงินทองหรือของมีค่าให้แก่คู่บ่าวสาวพร้อมทั้งกล่าวให้ศีลให้พร จากนั้นคู่บ่าวสาวจึงยกผ้าไหว้ ไหว้ญาติผู้ใหญ่ ท่านอื่น ๆ เรียงตามลำดับอาวุโส  แต่ในกรณีที่สถานที่ไม่เอื้ออำนวย อาจจัดให้คู่บ่าวสาว ประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แล้วให้ ญาติผู้ใหญ่เดินเข้ามารับผ้าไหว้แทน ซึ่งบางแห่งนอกจากผู้ใหญ่จะรับไหว้ด้วยเงินทุนแล้วอาจจะมีการผู้ข้อมือด้วยด้ายสายสิญจน์ ในขณะที่อวยพรแก่คู่บ่าวสาวด้วย

  

พิธีปูนอน - ส่งตัว

           พิธีปูนอน - ส่งตัว คือ ขั้นตอนสุดท้ายของพิธีแต่งงาน คือการปูที่นอน และส่งตัวเข้าหอ การปูนอนจะเชิญเฒ่าแก่ชายและหญิง ซึ่งจะเชิญผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพ แต่งงานครองเรือนกันมานาน มีลูกหลานสืบสกุลมาเป็นเฒ่าแก่ทำการปูที่นอนให้ โดยที่ท่านทั้งสองจะจัดที่นอนหยิบเอาเครื่องพิธีปูที่นอนซึ่งจะประกอบไป ด้วย ฟัก เขียว แมวคราว หินบดยา และถุงเงิน ถุงทอง บรรจุถั่วเขียว งาดำ ข้าวตอก ดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย หรือดอกไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล เฒ่าแก่จะหยิบ เอาถั่ว งา และดอกไม้ มาโปรยบนที่นอนแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง เรียกว่า ฤกษ์เรียงหมอนผู้ชายนอนทางขวาของผู้หญิง แล้วทำเป็นหลับไปสักครู่  จึงทำเป็นตื่นนอนแล้วสนทนากันด้วยเรื่องที่เป็นมงคล กล่าวว่า นอนหลับฝันดีฝันเห็นแต่สิ่งมงคล แล้วจึงลุกขึ้นมาจูงเจ้าบ่าวเจ้าสาวขึ้นนอนบนเตียง กล่าวให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว "อยู่กินกันอยู่จนแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร" และมักจะให้โอวาทในการครองเรือน แล้วจึงออกมาจากห้องหอ 

 

 

แต่งงานแบบพิธีอินเดีย

 

           ตามประเพณีชาวอินเดียนั้น การแต่งงานเป็นหน้าที่ที่คนจะต้องปฏิบัติ การแต่งงานนั้นแสดงถึงการที่เจ้าบ่าวตอบแทนหนี้บุญคุณของพระเจ้า และ เป็นการล้างบาปเมื่อเขาได้สร้างครอบครัว ส่วนบิดาของเจ้าสาวก็มีหน้าที่เช่นเดียวกัน คือ จะต้องมอบลูกสาวของตนออกไปในพิธีแต่งงาน ตามประเพณีที่เรียกว่า "กานยาดานา"

           พิธีการในอินเดียนั้นสลับซับซ้อน และ มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย นอกจากนั้นทุกๆ พิธีการจะมีชื่อเรียกทั้งหมด เช่น "เมเฮนดี" คือวันที่เป็นมงคล ที่ถูกเลือกจากการดูฤกษ์ยามของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว "มิไล" ก็พิธีการนำลูกเขย และ ลูกสะใภ้เข้าบ้าน "วิวาห์" คือพิธีแต่งงาน นั่นเอง และ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ ว่าที่เจ้าสาวจะได้รับ "ทาโม" - สร้อยคอทองคำ คล้ายกับความหมายของการสวมแหวนแต่งงานในธรรมเนียมประเพณีอื่นๆ

           เจ้าสาวชาวอินเดียนั้นเปรียบเสมือนกันเทพธิดา "ลักษมี" ดังนั้นชุดแต่งกายและ เครื่องประดับจึงถูกออกแบบมาให้เจ้าสาวในลักษณะนั้น ประเทศอินเดียเป็นประเทศใหญ่ ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีพิธีการ และ การแต่งกายต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ชุดของเจ้าสาวจะอยู่ในรูปของ "ส่าหรี" เครื่องประดับก็จะประกอบไปด้วย สร้อยคอ, กำไล, แหวน, แหวนจมูก, กำไลข้อเท้า, และ แหวนนิ้วเท้า และที่ขาดไม่ได้เลยในพิธิการแต่งงานชาวอินเดีย คือ ดอกไม้นานาพันธุ์

           ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเจ้าบ่าวอาจเลือกสวมชุดสูท แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าบ่าวมักจะสวมชุดแบบโบราณ โดยเฉพาะในทางตอนใต้ เจ้าบ่าวจะมีผ้าโพกศีรษะ ที่มีการประดับด้วยดอกไม้ เพื่อปกป้องเจ้าบ่าวจะสิ่งเลวร้าย โดยมีภรรยาของพี่ชายเจ้าบ่าวเป็นผู้ตกแต่งเจ้าบ่าวนั้นจะได้รับการยกย่องเป็น "วิศณุ" เพราะ วิศณุ เท่านั้นถึงจะเหมาะสมกับเจ้าสาว ผู้ซึ่งถือว่าเป็นของขวัญล้ำค่าที่เทพเจ้าเท่านั้นสมควรจะได้รับ ตามพิธีการ เจ้าบ่าวจะเดินทางไปยังที่พักของเจ้าสาว โดยจะมีครอบครัวของทั้งสองรวมอยู่ ณ ที่นั้น เอง พิธีการต่างๆ ก็จะเริ่มขึ้น ในสมัยโบราณเจ้าบ่าว พร้อมกับญาติพี่น้อง และ เพื่อนฝูง จะเดินทางไปยังที่พักของเจ้าสาวด้วยกัน พร้อมกับเต้นรำ และ ร้องเพลงไปตลอดทาง เมื่อถึงสถานที่แล้ว บิดา, มารดา, หรือ ญาติฝ่ายเจ้าสาว ก็จะพรมน้ำหอม และ กลีบดอกไม้ให้กับเจ้าบ่าว เพื่อเป็นศิริมงคลเจ้าสาว และ เจ้าบ่าวจะแลกเปลี่ยนการสวมพวงมาลัยซึ่งกันและกัน ทั้งสองจะต้องเวียนรอบกองไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด 7 รอบ พร้อมกับการสวดมนต์ของพระสงค์หลังจากเดินในแต่ละรอบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการปิดผนึกของความปรองดอง จากนั้นจึงก้าวไปทางทิศเหนือเป็นจำนวน 7 ก้าว โดยภาวนาถึงสิ่ง 7 สิ่ง คือ อาหาร, พลานามัย, ความมั่งคั่ง, ความสุข, ความอุดมพันธุ์, พืชผลและสัตว์เลี้ยง, และ การอุทิศตน เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าสาวจะถูกพรมด้วยน้ำมนต์เพื่อชำระล้างบาปในอดีต ในการเตรียมความพร้อมไปสู่ชีวิตในวันข้างหน้า

           พิธีสมรสของชาวอินเดียจะสิ้นสุดลงด้วยงานเลี้ยงฉลองในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง, การเต้นรำ, และ ที่ขาดไม่ได้ค่ะ, การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ โดยเจ้าสาวจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุด ส่าหรี หลายชุดเพื่อต้อนรับครอบครัวของเจ้าบ่าวที่นำผลไม้ และ อาหารมามอบให้ ณ จุดสุดท้ายของงานเลี้ยง พี่ชายของเจ้าบ่าวก็จะโปรยกลีบดอกไม้ให้กับคู่สมรส ตลอดทางเดินของทั้งสอง เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ออกไป

 

แต่งงานแบบอิสลาม

 

งานนิกะฮ์(แต่งงาน)

           สำหรับประเพณีการแต่งงานของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ก็ไม่ต่างอะไรจากศาสนาอื่น เพราะจะต้องเริ่มจากการสู่ขอเสียก่อน โดยมีเงื่อนไขการสู่ขอว่า ต้องสู่ขอสตรีที่สามารถแต่งงานด้วยได้เท่านั้น หมายถึงหญิงที่ไม่ได้อยู่ระหว่างอิดดะฮฺ (อยู่ในช่วงสามเดือนแรกของการหย่าร้าง) หรือหญิงสามีตาย ซึ่งต้องรอจนครบสี่เดือนกับสิบวันเสียก่อน จึงจะสู่ขอได้ รวมทั้งหญิงที่มีคนอื่นมาสู่ขอ และยังไม่ทราบว่าจะให้คำตอบอย่างไร เมื่อฝ่ายหญิงตอบตกลงแล้ว ก็ต้องหาวันแต่งงานตามสะดวก พิธีแต่งงานของชาวมุสลิมนั้นเรียบง่าย เพราะชาวมุสลิม ถือว่าการแต่งงานที่ดีที่สุด ก็คือการแต่งงานที่ใช้จ่ายและวุ่นวายน้อยที่สุด

           ในวันแต่งงาน เจ้าบ่าวจะต้องยกของหมั้น หรือมะฮัรมาที่บ้านเจ้าสาว ซึ่งประกอบด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น สำหรับการสร้างครอบครัว และเงินซึ่งถือเป็นสิทธิที่ฝ่ายหญิงจะได้รับ ถ้าหากชาวคริสต์มีการทำพิธี ต่อหน้าบาทหลวง ชาวมุสลิมก็มีการทำพิธีอะกัด-นิกาฮฺต่อหน้าสักขีพยาน จะเป็นชายสองคน หรือชายหนึ่งหญิงสองก็ได้ โดยตัวแทนชายของฝ่ายเจ้าสาว ซึ่ง จะเป็นพ่อ หรือพี่ชาย น้องชาย ของเจ้าสาว หรือมอบหมายให้ อีหม่าม ทำหน้าที่แทนจะเป็นผู้พูดแทนเจ้าสาวว่า "ฉันนิกาฮฺท่านกับลูกสาวฉันชื่อ...ด้วยของมะฮัรที่ตกลงกันไว้" และเจ้าบ่าวจะต้องตอบว่า "ฉันรับการนิกาฮฺลูกสาวท่านด้วยมะฮัรตามที่ตกลงกันไว้" จากนั้นจึงมีการอ่านคุตบะฮ์(คำสอน ที่ว่า ด้วยการครองเรีอน) ให้บ่าวสาวฟัง ตามด้วยการเลี้ยงอาหารเสร็จแล้วจะมีงานเลี้ยงฉลอง หรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่ฐานะของบ่าวสาว ก็เป็นเสร็จสิ้นพิธีอะกัด-นิกาฮ์ ของชาวฮิสลาม

 

อิสลามกับการหย่าร้าง

           ถึงแม้อิสลามจะ ถือว่าความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว คือความมั่นคงแข็งแรงของสังคม และได้ทำให้การแต่งงาน เป็นเรื่องง่าย สำหรับหนุ่มสาวมุสลิมที่ต้องการจะแต่งงานสร้างครอบครัว แต่อิสลามก็เป็นวิถีแห่งชีวิต ที่ยอมรับความจริงว่า ในบางครั้งคู่สมรสบางคู่ อาจจะไม่สามารถดำเนินชีวิตเข้ากันได้ด้วยดี และมีปัญหาบางอย่าง ที่ทำให้การใช้ชีวิตร่วมกัน มีแต่จะสร้างความปวดร้าวขมขื่นให้แก่กันและกัน และอาจจะสร้างปัญหาให้แก่ลูก และญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายด้วย ดังนั้น ถ้าหากการหย่าร้างทั้งสองฝ่ายออกจากกัน จะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย อิสลามก็อนุมัติให้มีการหย่าร้างกันได้ แต่การอนุมัตินี้ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า "อัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงอนุมัติให้ด้วยความรังเกียจ และการหย่าร้างเป็นสิ่งที่ทำให้บัลลังก์ของพระองค์ต้องสั่นสะเทือน"

 

กฎเกณฑ์สำคัญ ๆ ที่อิสลามวางไว้สำหรับการหย่าร้างมีดังนี้ :-

           ในสถานการณ์ปกติแล้ว สามีเท่านั้นที่มีสิทธิจะขอหย่าร้างภรรยาของตน โดยการกล่าวออกมาด้วยวาจา หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรการกล่าวคำหย่าในขณะที่มีอารมณ์โกรธ หรือโมโหถือว่าไม่มีผลในเมื่อพบรักกันด้วยดีแล้ว ถ้าจะจากก็ต้องจากกันด้วยดี และให้เกียรติแก่ภรรยา เมื่อกล่าวคำหย่าแล้ว มิใช่ว่าความเป็นสามีภรรยาจะแยกขาดจากกันตรงนั้นเลย ฝ่ายสามีจะต้องรอให้ฝ่ายหญิงพ้น “อิดด๊ะฮฺ” คือพ้นจากการมีประจำเดือน 3 ครั้งเสียก่อน ในช่วงระยะเวลาแห่งการรอคอยให้ประจำเดือนพ้น 3 ครั้งนี้ ภรรยาจะไปแต่งงานใหม่ยังไม่ได้ ในขณะที่ฝ่ายชายยังคงต้องให้การเลี้ยงดูภรรยาตามปกติอยู่ การกำหนดระยะเวลาแห่งการรอคอยนี้ ก็เพื่อที่จะดูว่าภรรยามีทารกอยู่ในครรภ์หรือไม่ หากมีก็จะได้รู้ว่าทารกในครรภ์ เป็นลูกใคร เหตุผลอีกประการหนึ่ง ก็คือเพื่อที่จะประวิงเวลาสามี ภรรยา ที่คิดจะหย่าร้างกันไว้สักระยะหนึ่ง เผื่อว่าในช่วงเวลานี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย อาจจะทบทวนการกระทำของตัวเอง หรือเห็นความดีของอีกฝ่ายหนึ่งและหันกลับมาคืนดีกัน หากเป็นเช่นนั้น ทั้งสองฝ่ายก็สามารถกลับมาอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภรรยาตามปกติได้ ถ้ายังไม่เกินช่วงเวลา ”อิดด๊ะฮฺ” ถ้าเกินช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว หากทั้งสองฝ่ายต้องการจะคืนดีกันและหันกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาอีก ทั้งคู่จะต้องทำพิธีแต่งงานใหม่ ตามหลักศาสนาก่อนจึงจะอยู่ร่วมกันได้

           ถ้าหากการหย่าร้างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกถึง 3 ครั้ง อิสลามได้กำหนดบทลงโทษสามีผู้นั้น ไว้โดยการไม่อนุญาตให้กลับมาแต่งงาน กับภรรยาที่ตัวเองหย่าไปแล้วได้อีก จนกว่าภรรยาของตน ไปแต่งงานกับชายอื่น และอยู่กินฉันสามีภรรยาจริง ๆ ก่อน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ภรรยาได้เลือกสามีใหม่ ถ้านางพอใจที่จะอยู่กับสามีใหม่ นางก็มีสิทธิ์ที่จะปลดปล่อยตัวเอง ให้พ้นจากความทุกข์จากสามีเก่าได้ แต่ถ้านางต้องการจะกลับมาหาสามีเก่า นางก็จะต้องให้สามีใหม่ หย่าร้างตนเองเสียก่อน สามีเก่า ถึงจะได้รับอนุญาตให้กลับมาแต่งงานกับภรรยาเก่าของตัวเองได้

 

หมายเหตุสำคัญ

           นอกจากการหย่าร้างจะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้สามีภรรยาต้องแยกทางกันแล้ว ยังมีอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ความเป็นสามีภรรยากันต้องขาดสบั้นลงทันที โดยที่ไม่ต้องมีการหย่ากัน นั่นคือ ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ตกศาสนาไป ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม เช่น การปฏิเสธหลักศรัทธาของอิสลาม การไปกราบไหว้สิ่งเคารพบูชาอื่น ๆ การเชื่อหมอดู และดูหมอ การเชื่อในวัตถุมงคล หรือของขลัง การเข้าไปบวชพระหรือบวชชี และอื่น ๆ เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ การอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาต่อไป ถือว่าเป็นการผิดประเวณีที่จะมีแต่บาปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาต่อไป ฝ่ายที่ตกศาสนาออกไปจะต้อง “เตาบัต” ตัวเสียก่อน นั่นคือ สำนึกผิด เสียใจในสิ่งที่ทำผิดไป ขออภัยโทษต่อ อัลลอฮฺ และสัญญาต่อพระองค์ว่าจะไม่กลับไปกระทำอีก หลังจากนั้นก็กล่าวคำปฏิญาณตน เข้ารับอิสลามเสียก่อน จึงจะแต่งงานอยู่ร่วมกันต่อไปได้

 

พิธีการแต่งงานแบบเกาหลี

 

           การแต่งงานนั้น เมื่อมาถึงวัยที่เหมาะสมการแต่งงานมาเยือนหนุ่มสาวทั้งหลาย ชายหญิงมาเจอกันและสร้างครอบครัวกัน ไม่เพียงแค่เท่านั้นการแต่งงานยังเป็นเหมือนการบูชาเพื่อแสดงความระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ แล้วก็เพื่อสร้างทายาทในการสืบต่อกระกูลต่อไปอีกด้วย ตามวัฒนธรรมการแต่งงานของคนเกาหลีนั้น อย่างแรกก็เริ่มด้วยการไปสู่ขอก่อน จากนั้นครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็ต้องมาตกลงกันเรื่องพิธีแต่งงานและเรื่องงานต่างๆ ภายในบ้าน เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นก็จะส่งวันเดือนปีและเวลาเกิดของเจ้าบ่าวไปที่บ้านเจ้าสาว ซึ่งการทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการขอแต่งงานอย่างเป็นทางการ ส่วนทางฝ่ายเจ้าสาวนั้นเมื่อได้รับวันเดือนปีและเวลาเกิดของเจ้าบ่าวแล้วก็จะหาฤกษ์ที่ดีในการแต่งงานมา และเมื่อได้รับวันแต่งงานแล้วก็จะส่งวันแต่งงานที่ถูกเลือกแล้วนั้นกลับไปให้เจ้าบ่าว จากนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวที่ได้รู้วันแต่งงานแล้วก็จะส่งของขวัญไปยังบ้านของเจ้าสาว

           ในวันพิธีแต่งงานนั้น เจ้าบ่าวก็จะไปยังบ้านของเจ้าสาวพร้อมกับนำไม้ที่แกะสลักเป็นรูปห่านป่าไปด้วย เมื่อไปถึงสถานที่แต่งงานเจ้าบ่าวก็จำนำไม้แกะสลักรูปห่านป่าไปวางและทำการก้มศีรษะทำความเคารพแบบเกาหลี ทำไมถึงต้องใช้ไม้แกะสลักรูปห่านป่าพิธีแต่งงาน? นั่นก็เพราะว่าห่านป่านั้นเป็นสัตว์ที่มีลูกเยอะ และเมื่อคู่ของมันได้หายไปมันก็จะไม่ไปหาคู่ใหม่ ดังนั้นคนเกาหลีจึงใช้ห่านป่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีลูกมากและความรักเดียวใจเดียว เมื่อเสร็จจากการทำความเคารพแล้วนั้นเจ้าบ่าวก็จะถูกนำไปยังห้องพิธีแต่งงานซึ่งได้มีการจัดเตรียมไว้ และให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวที่ได้ชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสะอาดแล้วนั้นมานั่งข้างหน้าโต๊ะพิธี โดยให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวนั้นนั่งประจันหน้ากันและให้ทั้งสองคนทำความเคารพซึ่งกันและกัน จากนั้นก็ให้ดื่มเหล้าหนึ่งจอกทีละนิด ๆ 4 ครั้งแล้วเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็แลกเปลี่ยนจอกเหล้ากัน การแลกจอกเหล้ากันนั้นหมายถึงทั้งคู่นั้นได้รวมกันอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว

           เมื่อเสร็จพิธีแต่งงานแล้วเจ้าสาวก็จะไปยังบ้านของเจ้าบ่าวเพื่อไปแสดงความเคารพต่อพ่อแม่ และญาติพี่น้องของเจ้าบ่าว โดยการนำเพแพก (ของขวัญและขนมที่เจ้าสาวมอบให้พ่อแม่เจ้าบ่าว)ไปให้ ซึ่งเมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้วก็ถือว่าเป็นการเสร็จพิธีโดยสมบูรณ์ 

โอเรียลทอลแพลนเนอร์ จำกัด

  • 63/710 หมู่4 ตำบลวิชิต เมืองภูเก็ต ภูเก็ต 83000
  • Tel:+6676 522045 Fax:+6676522189 
  • หน้าแรก
  • บริการของเรา
  • โปรโมชั่น
  • โปรโมชั่นประจำเดือน
  • รับจัดงานแต่ง
  • งานพิธี
  • บทความ
  • แกลเลอรี่
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา

Copyright © 2026 https://jetaimeweddingstudio.bangkoksync.com. All rights reserved. Powered by https://jetaimeweddingstudio.bangkoksync.com